“เมกา บางนา Mid Year Sale 30-70%”
“สยาม เซ็นเตอร์ The Endless Legend Up to
90%”
“End
Of Season ลดสูงสุด 80%”
“SuperSports Sale ลดสูงสุด
50%”
ขบวนป้ายลดราคาที่โหมประโคมโฆษณาทั้งสิ่งพิมพ์
โทรทัศน์ และอินเทอร์เน็ต ที่ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องใจอ่อน ขาอ่อน อยากจะพุ่งเข้าใส่
ยิ่งตอนนี้มีงานลดราคา มหกรรม Sale อยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง แล้วใครเล่าจะอดใจไหว
หลายคนจึงขอวิ่งโร่ไปเสียเงินสักหน่อยเพื่อความสบายใจ
โดยที่เจ้าของหรือผู้ผลิตก็ยิ้มแย้มหน้าบานเหมือนหมาป่าหลอกเจ้าแกะน้อยได้สำเร็จ
แถมยังหลงกลมากันเยอะอีกด้วย
กลยุทธ์ทางการตลาด
กลับมาอีกแล้วสำหรับเทศกาลลดราคาสินค้าตอนกลางปีทั้งของกินของใช้ที่มักจะวนเวียนยั่วขาช้อปกันเป็นประจำ
อย่างเดือนมิถุนายนที่ผ่านมางานลดราคาแบบยิ่งใหญ่ก็มีให้เลือกเยอะแยะจนไปไม่ถูกทั้งงานบิ๊กบึ้มอย่างงานสหพัฒน์กรุ๊ปแฟร์
ที่ขนกันมาลดแลกแจกแถมทำเอาสถานที่จัดงานแทบแตกหรือตอนนี้คนมีตังค์ก็แอบอมยิ้มกับเทศกาล
End Of Season ของแบรนด์ต่างๆที่ลดล้างสต็อกกันไปเลย
และตอนนี้ที่ขาช้อปขาลุยคงไม่พลาดก็คือมหกรรมลดราคาถึง 90% ณ สยามเซ็นเตอร์
ที่ขอลดสะบั้นก่อนปิดปรับปรุง ที่ทำให้นักช้อปตกตะลึงอึ้งปากค้างว่า โอ้แม่เจ้า
อะไรจะลดกันปานนั้น
ทั้งหลายทั้งปวงกับโปรโมชั่น ลด แ(ห)ลก แจก แถม
ก็ถือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างหนึ่งที่จัดมาเพื่อมากระตุ้นต่อมความอยากใช้เงินของคนบ้าช้อปทั้งหลาย
โดยการลดราคาจัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมส่งเสริมการขาย หรือ Sale
Promotion เป็นการสร้างตัวกระตุ้นให้ผู้บริโภคมาซื้อสินค้า
โดยส่วนมากก็มักจะพบเห็นได้อยู่ใน 3 รูปแบบได้แก่ แบบที่หนึ่ง การลดราคา
อาจจะลดเป็นส่วนต่าง ลดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ตามแต่
หรืออาจเลขายไปเลยราคาเดียวเพื่อความไม่ยุ่งยาก แบบที่สอง การแจกคูปอง ส่วนลด
สิทธิพิเศษต่างๆ เมื่อซื้อครบเท่านั้นเท่านี้ก็จะได้บัตรส่วนลดเพิ่มอีก
และแบบที่สาม การจับคู่ซื้อให้ได้ราคาถูกกว่า หรือซื้อชิ้นแรกลด 10%
ซื้อสองชิ้นลดเพิ่มเป็น
15%
ในปัจจุบันการลดราคามักจะเกิดขึ้นในห้างแบบไฮเปอร์มาร์เก็ต
(Hypermarket) มากที่สุด คือตามห้างค้าปลีกอย่างโลตัส บิ๊กซี
ที่เป็นห้างขายสินค้าในชีวิตประจำวันซึ่งมีอัตราการแข่งขันค่อนข้างสูง
ดังนั้นจึงต้องลดราคาสินค้าบางอย่างเพื่อดึงลูกค้าให้ได้มากที่สุด
ซึ่งแท้จริงแล้วที่เราเห็นว่าลดแล้วลดอีก
มันเป็นเพียงกลยุทธ์ที่ว่าสินค้าจำเป็นลดราคาจริงๆแค่ไม่กี่ชนิดหรือลดก็ไม่ได้เยอะมากมาย
แต่ลูกค้าไหนๆ ก็เสียเวลา เสียค่ารถมาซื้อแล้วก็เลยซื้อนู่นนี่พ่วงไปด้วย
โดยที่ไม่รู้เลยว่าสินค้าที่ไม่ได้ลดเหล่านี้เค้าอาจจะแอบเพิ่มราคาขึ้นไปโดยที่ผู้บริโภคไม่รู้เลย
หลุมพรางลดราคา
กับดักลวงผู้บริโภค
พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้
เรื่องของความประหยัดคงต้องมาเป็นอันดับ 1
ดังนั้นการลดราคาจึงเป็นสิ่งดึงดูดใจผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ถือว่าเกมนี้ วิน-วิน
ทั้งสองฝ่าย ผู้บริโภคได้ของถูกและผู้ผลิตได้ยอดขาย
ซึ่งการจัดลดราคาก็ต้องเอาใจลูกค้ากันสุดฤทธิ์
เพื่อเรียกคนและแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่น
ดังนั้นจึงต้อมยอมขึ้นป้ายเซลล์แบบสุดๆอย่างกับแจกฟรี
แล้วการจัดลดราคาแบบนี้ผู้ผลิตจะขาดทุนจริงๆหรือไม่
ก็เป็นคำถามชวนคิดอยู่ไม่น้อย
“เรื่องของการขาดทุนไม่มีหรอก อาจจะแค่กำไรน้อยลง โดยเฉพาะ
สินค้าอุปโภค สินค้าฟุ่มเฟือย พวกนี้ยิ่งไม่ขาดทุนเพราะราคาขายปกติ
ส่วนบวกกำไรมัน100% อยู่แล้ว ต่อให้ลด 50% ก็ไม่มีทางขาดทุน
พวกห้างร้านแบบนี้ถึงได้จัดลดราคากันบ่อยๆ อย่างพวกลดความอ้วน ราคาคอร์สละ 100,000
มาจัดโปรฯลดเหลือ 30,000-40,000 เค้าก็ยังได้กำไร
แต่ถ้าไม่ลดเค้าก็ได้กำไรมหาศาลซึ่งตามหลักจริงๆแล้ว
สินค้าควรได้กำไรแค่พอสมเหตุสมผล จะต้องไม่เกิน
30-35%”
กลวิธีในการจัดลดราคาที่จริงแล้วผู้ผลิตต่างหากที่เป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด
เราที่เป็นผู้บริโภคตาดำๆก็เลยตกเป็นเหยื่อไปกันทั้งแถบ
ส่วนผู้ผลิตก็นอนนับเงินอู้ฟู่สบายๆแบบเสือนอนกินตามที่นักวิชาการด้านการตลาดอย่าง
ชลิต ลิมปนะเวช อธิบายให้เราเข้าใจ ซึ่งนอกเหนือไปจากกำไรที่ไม่ได้หดหายไปสักเท่าไหร่
อีกหนึ่งวิธีขายสินค้าอีกอย่างคือการแฝงตัวของสินค้าใหม่เข้ามาด้วย
ดังที่ตามร้านค้าทั้งหลายบอกว่าลด 50% ลด 70% แต่ไม่ได้หมายความว่าจะลดทั้งร้าน
ดังนั้นก็ต้องระมัดระวังให้ดี
เวลาจ่ายตังค์จะได้ไม่ต้องตกใจหงายหลังกับสินค้าที่ไม่ได้ลดไปด้วย
“ช่วงการลดราคามันก็จะมี แฟคทอรี่ เซลล์ (Factory Sale) กับ
ซีซัน เซลล์ (Season Sale) เป็นการระบายสินค้าที่เริ่มขายไม่ออกแล้ว เก่าแล้ว
ตกรุ่นแล้วออกไป โดยเฉพาะพวกเสื้อผ้า สินค้าแฟชั่น ก็จะเอามาลด ขายเอากำไรนิดเดียว
แต่เจ้าของก็จะใช้ช่องนี้แหละพ่วงสินค้าล็อตใหม่ไปด้วย และขายในราคาปกติ ไม่ลดราคา
อย่างแต่ก่อน จิม ทอมป์สัน ปีหนึ่งจะมีลดครั้งเดียว จัดงานลดใหญ่โตเลยที่โรงแรม
แต่มาเดี๋ยวนี้สองเดือนก็เอามาจัดลดราคากันแล้ว
ผู้บริโภคที่ฉลาดก็จะรอมาซื้อกันในช่วงลดนี้
ส่วนเรื่องของการนำสินค้ามีตำหนิ มีปัญหาจากการผลิต
เอามาลดราคาหรือเอามาปนขายก็มีอยู่บ้างสำหรับเจ้าของห้างร้านที่ไม่ซื่อสัตย์
แต่สินค้าที่ไม่น่าจะมีปัญหาตรงนี้คือพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า
เพราะถ้ามันเสียแล้วก็ใช้ไม่ได้แล้ว
ซึ่งพวกนี้จะไม่ค่อยลดราคามากนัก”
ลดแหลก
หลอกให้ซื้อ สินค้าแบรนด์เนม
เครื่องอุปโภค
บริโภคที่เราใช้ทั่วๆไป เวลาลดกันครั้งหนึ่งก็มีแต่คนต่างพากันไปซื้อมาเก็บกักตุน
แต่อย่างสินค้าแบรนด์เนม มียี่ห้อต่างๆ
ราคาแพงขนาดที่ว่าลดราคาแล้วก็ยังจัดว่าสูงอยู่ดีสำหรับคนหาเช้ากินค่ำ
บางแบรนด์ก็เอะอะเดี๋ยวลด เดี๋ยวโละ
แต่บางแบรนด์รอกันจนยานกว่าจะได้ลดทั้งทีหรือเด็ดสุดก็ไม่เคยคิดจะลดราคาเลย
เหตุผลสำหรับเรื่องนี้มันเป็นเพราะอะไรนั้น ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย กูรูด้านการตลาดก็ชี้แจงแถลงไขว่าเพราะอาจทำให้เสียภาพลักษณ์ของแบรนด์สินค้านั้นได้
“ปกติแล้วแบรนด์ที่ลดก็จะเป็นแบรนด์ทั่วไป แบรนด์หรูๆ กลุ่ม
Luxury เค้าจะไม่ลดกัน โดยเฉพาะพวกตัวคลาสสิคที่ไม่ว่ากี่ปีก็ราคาเท่าเดิม
คือการลดราคาเนี่ยมันแบ่งกันตามระดับสินค้า แบรนด์หรูจะไม่ลดเลย
แบรนด์กลางก็ลดบ้างอย่าง Paul Smith จะลดปีละสองครั้ง แล้วก็ส่วนลดก็ไม่มากมาย
แต่แบรนด์ทั่วไปก็จะลดทุกครั้งที่จบซีซันก็ต้องโละของรุ่นเก่าออกไป
ซึ่งเรื่องการลดราคานี่เป็นเรื่องปกติเป็นการเปิดของออกไปเพื่อเอารุ่นใหม่มาลง”
อีกหนึ่งข้อสังเกตคือการที่ร้านค้าตามห้างต่างๆ
แปะป้ายว่าเซลล์ไว้และก็แปะค้างไว้อยู่อย่างนั้น
เดินผ่านไปผ่านมากี่ครั้งก็ยังลดอยู่
แล้วทำไมไม่ทำให้เรื่องมันง่ายขึ้นด้วยการปรับราคาลงเสียเลยล่ะ ธันยวัชร์
ก็อธิบายเพิ่มเติมว่านี่ก็ถือเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งในการขายเช่นกัน
“Discount Everyday
มันก็เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งเพราะปกติแล้วคุณก็ไม่ซื้อจนกว่ามันจะลดใช่มั้ย
ดังนั้นมันก็เป็นไปตามหลักจิตวิทยา ตั้งราคาไว้สูงๆ พอเอามาลดราคา
คนเห็นว่ามันถูกก็จะซื้อ ซึ่งเดี๋ยวนี้มันจะมีกลยุทธ์อีกแบบหนึ่งคือการตั้งราคาถูกๆ
ตัว 199, 299 แต่ใช้ดีไซน์เนอร์ดังๆมาออกแบบในราคาที่ไม่แพง
เพราะการที่จะลดตลอดทั้งปี คนก็จะเริ่มมองแล้วว่าแบรนด์นี้มีปัญหาหรือเปล่า
หรือเอาของเก่าเก็บมาขายหรือเปล่า”
เทคนิค
คิดก่อนซื้อ
ก่อนจะซื้อสินค้าใดๆก็แล้วแต่ควรคำนึงถึงความจำเป็นก่อน
เพราะสมัยนี้เงินแต่ละบาทก็หามาได้ด้วยความยากเย็น
แล้วสังคมตอนนี้ก็จะพบเจอเยอะเชียวกับพวกชักหน้าไม่ถึงหลัง ช้อปแหลกตั้งแต่ต้นเดือน
แล้วอีกหลายอาทิตย์ที่เหลือก็ต้องค่อยๆเจียดเงินใช้อย่างกระเบียดกระเสียร
ถ้าตอนซื้อเรามีสติไตร่ตรองมันก็คงจะดีกว่ามานั่งกุมขมับหลังซื้อมาแล้วพบว่ามีแต่ของไร้สาระ
ซึ่งนักช้อปทั้งหลายก็ควรทำตามข้อแนะนำที่เราเอามาบอกเพื่อจะได้ไม่ใจอ่อนเวลาเห็นป้ายลดราคา
อันดับแรก ตั้งเป้าหมายให้แน่นอนว่าความต้องการซื้อของคุณคืออะไร มีอะไรบ้าง และตั้งงบประมาณว่าคุณสามารถจ่ายได้เท่าไหร่
หลายครั้งที่หลายคนซื้อแบบมันมือเพราะเห็นคำว่า Sale จนงบบานไปเยอะ
เพราะคุณมักจะเผลอจ่ายเงินไปกับของที่ไม่ต้องการแต่ราคาถูกยั่วใจมากมายหลายชิ้นโดยไม่รู้ตัว
อันดับสอง คิดคำนวณราคาและส่วนลดให้ดีอย่าลืมว่าป้ายลดราคาแต่ของไม่ลดจริงยังมีอยู่เสมอๆ
และให้ดูจำนวนเงินที่คุณต้องจ่าย อย่าไปสนใจราคาส่วนต่าง เปอร์เซ็นต์ส่วนลด
เพราะถ้าลดกระหน่ำแล้ว แต่ราคายังสูงลิบลิ่วทำเอาลำบาก ก็ควรมองหาอย่างอื่นดีกว่า
ซื้อความสบายใจได้แต่คิดด้วยว่าถ้าเงินหมดแล้วจะเอาเงินที่ไหนเลี้ยงปากท้อง
อันดับสาม หากเป็นสินค้าจำพวกมีวันหมดอายุทั้งอาหาร เครื่องสำอาง ตรวจสอบวันหมดอายุของสินค้าให้ดี อย่าผลีผลามซื้อเพราะเห็นแก่ส่วนลดหรือของแถม
ไม่เช่นนั้นหากซื้อมาแล้วต้องทิ้งมันไม่คุ้มกับเงินที่ต้องเสียไปเลย
การลดราคา
ก็เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับการตลาด เป็นวิธีการส่งเสริมการขาย
เพื่อให้กลไกตลาดเดินหน้าต่อไปได้
เราในฐานะผู้บริโภคก็เลยต้องเดินหมากตามเกมอย่างหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นเวลาเห็นป้าย
Sale ลดกระหน่ำ ถึงแม้ส่วนลดส่วนต่าง ของแถมจะยั่วตายั่วใจให้สั่นไหวขนาดไหน
ก็ขอให้ควบคุมสติไว้ให้มั่น คิดก่อนซื้อ
ยิ่งถ้าไม่ใช่ของใช้ประจำวันแล้วซื้อมาใช้ก็ไม่คุ้ม ก็อย่าเผลอใจไปเลย เดี๋ยวจะได้ไม่คุ้มเสีย!!
ที่มา http://www.manager.co.th