เชื่อว่าผู้เกี่ยวข้องกับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้โรงกลั่นน้ำมันบางจากเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา
ไม่ว่าจะเป็นบริษัท บางจาก เอง
หรือปตท.ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่
และกระทรวงพลังงานในฐานะผู้ควบคุม
คงเร่งการสอบสวนและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้โรงกลั่นสามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ เพื่อลดความเสียหายให้เหลือน้อยที่สุด
อย่างไรก็ดี สำหรับชุมชนที่อยู่โดยรอบโรงกลั่นบางจากและสังคมที่เฝ้าติดตามสิ่งที่เกิดขึ้น กลับมีข้อเรียกร้องที่แตกต่างออกไป
นั่นคือหากไม่ย้ายโรงกลั่น ก็จะต้องย้ายหรือมีวิธีป้องกันอันตรายให้กับชุมชนหากเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้อีก
ในอดีต การตั้งโรงกลั่นน้ำมันในสถานที่ดังกล่าวอาจจะมีความเหมาะสม เพราะที่ดินบริเวณนั้นยังเป็นป่าจากไม่มีชุมชนเข้ามาตั้งบ้านเรือนหรือที่อยู่อาศัย
แต่ปัจจุบันบริเวณรอบโรงกลั่นเปลี่ยนแปลงเป็นชุมชนหนาแน่น ทั้งที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชย์จำนวนมาก
หากเกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรงกว่านี้ ความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วย
ประเด็นก็คือการย้ายโรงกลั่นออกไปตั้งในสถานที่อื่นนั้น ต้องใช้เงินถึง 90,000-100,000 ล้านบาท ซึ่งอาจจะไม่คุ้มค่ากับการลงทุนเมื่อเทียบกับขนาดของกิจการ
หากหลักการคือควรย้ายโรงกลั่น สิ่งที่จะต้องพิจารณาคือวิธีการที่เหมาะสมกับทุกฝ่ายควรเป็นอย่างไร
พื้นที่ของโรงกลั่นบางจากในปัจจุบันนั้นมีมูลค่าทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาล หากย้ายที่ตั้งโรงกลั่นแล้วนำมาพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์แม้อาจจะไม่ถึง 100,000 ล้านบาท แต่ก็น่าจะช่วยลดภาระต้นทุนการย้ายไปได้ไม่น้อย
หากได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพลังงานหรือรัฐบาลในรูปแบบอื่นๆ ต้นทุนในการย้ายโรงกลั่นก็อาจจะถูกลงกว่าที่ประมาณการไว้
แต่หากจะไม่ดำเนินการย้ายโรงกลั่นเพราะประเมินแล้วไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โรงกลั่นก็จะต้องลงทุนจัดทำ "แนวกันชน" ระหว่างโรงกลั่นกับชุมชนในระดับที่ประชาชนทั่วไปวางใจได้
ว่าแม้จะเกิดอุบัติเหตุครั้งใหม่ก็จะไม่ได้รับภัยไปด้วย